การเลือกเพศลูกด้วยวิธีธรรมชาติ

การเลือกเพศลูก


การที่ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ต้องการลูกชายหรือลูกสาวมากเป็นพิเศษนั้น ก็เพราะมีความเชื่อฝังหัวมาแต่โบร่ำโบราณว่า บุตรชายช่วยเชิดชู สืบสายวงศ์ตระกูล บุตรสาวเติบโตขึ้นมาแล้วก็แต่งงานเป็นของสกุลอื่น ดังนั้นอย่างน้อยในครอบครัว อยากมีบุตรชายสักหนึ่งคนก่อน ส่วนบุตรคนต่อไปจะเป็นหญิงหรือชายได้ทั้งนั้น

ความคิดดังกล่าวนี้มีมากในสังคมตะวันออก โดยเฉพาะในดินแดนจีนแผ่นดินใหญ่ มีพลเมืองจำนวนมากและรัฐบาลพยายามจำกัดประชากรที่เกิดใหม่ คนที่ทำงานราชการทุกครอบครัวต้องมีบุตรเพียงคนเดียว ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมทำลายทารกมากมาย โดยเฉพาะทารกที่เป็นเพศหญิง ความจริงแล้ว ผู้หญิงทุกคนยิ่งใหญ่กว่าผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความเสียสละ ความอดทน สุดท้ายคนที่มักคอยดูแลต่อแม่ที่แก่เฒ่ากลับเป็นผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งอาจเคยคิดว่า “ไม่มีค่า”
แต่สำหรับประเทศไทยของเรา การเลือกเพศบุตรมีเหตุผลต่างออกไปจากจีน เช่น หากมีลูกคนแรกเป็นชายหรือหญิง ลูกคนต่อไปก็อยากให้มีเพศตรงข้าม เพื่อจะได้ครบทั้งชายและหญิง เป็นต้น
 

หลักการพื้นฐาน
การให้กำเนิดทารกเพศหญิงหรือชายนั้น เกิดขึ้นจากการปฏิสนธิรวมกันของ “ตัวอสุจิ” และ “ไข่”
“ตัวอสุจิ”
 มีโครโมโซมเพศ 2  ชนิด คือ “X”  และ  “Y”
ส่วน  “ไข่”  ของสตรีมีโครโมโซมชนิดเดียว คือ  “X”
ถ้าตัวอสุจิที่มีโครโมโซม  “X” เข้าผสมกับไข่ก็จะได้ผลเป็น  “XX”  คือ เพศหญิง
ถ้าตัวอสุจิที่มีโครโมโซม  “Y” เข้าผสมกับไข่ก็จะได้ผลเป็น  “XY”  คือ เพศชาย

                                     ภาพแสดงการจับคู่โครโมโซมเพศ

                                 

โดยธรรมชาติแล้ว จะมีการสร้างตัวอสุจิที่มีโครโมโซม “X” และ “Y” พอ ๆ กัน

คุณสมบัติที่แตกต่างกันคือ
1. ตัวอสุจิ  X  ขนาดหัวโต ตัวหนัก เคลื่อนไหวช้ากว่าตัวอสุจิ  Y
2. ตัวอสุจิ X  ทนสภาวะที่เป็นกรด  ส่วนตัวอสุจิ Y  ทนสภาวะที่เป็นด่าง
ด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันเหล่านี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์หาทางแยกตัวอสุจิ X  ออกจากตัวอสุจิ  Y 
ได้ โดยแบ่งออกเป็น

การเลือกเพศโดยวิธีธรรมชาติ

ผู้ที่คิดวิธีนี้ขึ้นมา คือ นายแพทย์ Shettles ชาวฝรั่งเศส รายงานในปี พ.ศ. 2503 โดยอาศัยทฤษฏีที่ว่าตัวอสุจิ Y มีขนาดเล็กกว่า เคลื่อนที่ได้เร็วกว่า ทนต่อสภาวะด่างได้ดี เขากล่าวว่า โอกาสที่จะได้บุตรตามต้อการด้วยวิธีดังกล่าวมีสูงถึงร้อยละ 80 เลยทีเดียว โดย

ถ้าต้องการได้บุตรชาย ให้ปฏิบัติดังนี้

1. ร่วมเพศในเวลาที่ใกล้ไข่สุกากที่สุด
2. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ให้ล้างช่องคลอดด้วยโซดาไบคาบอเนต (โซดาปิ้งขนมปัง) ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาด 1 ลิตร ควรล้างช่องคลอดก่อนร่วมเพศ 1 ชั่วโมง
3. ฝ่ายผู้หญิงควรถึงจุดสุดยอดก่อนหรือพร้อม ๆ กับฝ่ายชาย เพื่อให้หลั่งน้ำเมือกที่มีฤทธิ์เป็นด่างออกมา
4. เมื่อถึงจุดสุดยอด ฝ่ายชายควรสอดอวัยวะเพศเข้าไปให้ลึกที่สุดเพื่อทำให้น้ำอสุจิสัมผัสมูกที่ปากมดลูกโดยตรงมากที่สุด
5. ควรงดการร่วมเพศไว้จนกว่าจะถึงวันไข่สุก

ถ้าต้องการได้บุตรหญิง ให้ปฏิบัติดังนี้
1. มีเพศสัมพันธ์ 2-3 วันก่อนไข่สุก
2. ก่อนร่วมเพศ ให้ล้างช่องคลอดด้วยส่วนผสมของน้ำส้มสายชูประมาณ 2ช้อนโต๊ะกับน้ำสะอาด 1 ลิตร ควรล้างช่องคลอดก่อนร่วมเพศประมาณ 1 ชั่วโมง
3. ฝ่ายหญิงควรกลั้นไม่ให้มีความรู้สึกสุดยอดเอาไว้ หรือมความรู้สึกสุดยอดภายหลังที่ฝ่ายชายหลั่งน้ำอสุจิออกมา เพื่อป้องกันการหลั่งน้ำเมือกในช่องคลอดซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง
4. ฝ่ายชายควรสอดอวัยวะเพศให้อยู่ในช่อคลอดเพียงตื้น ๆ เพื่อให้ตัว “อสุจิ” ว่ายผ่านสภาวะที่เป็นกรดในช่องคลอดเข้าไปหาปากมดลูก
5. ไม่จำเป็นต้องงดการร่วมเพศนอกจากระยะ 2-3 วัน ก่อนไข่ตก
 

การกินอาหารหรือยาบางชนิดก็ช่วยในการเลือกเพศได้
วิธีนี้รายงานโดยนายแพทย์ Stoloski โดยอาศัยหลักการที่ว่าอาหารบางอย่างทำให้ภาวะในช่องคลอดมีความเป็นกรดหรือด่างได้ตามต้องการ เขาอ้างว่าได้ผลถึงร้อยละ 10 ตัวอย่างเช่น
หากต้องการบุตรชาย ก็ให้กินอาหารที่มีเกลือโซเดียม และโพแทสเซียมสูง เช่น ถั่ว เนื้อสัตว์ที่สดหรือไม่สุก ปลาทุกชนิด ไส้กรอก ผักทุกชนิดที่ไม่แช่เย็น (ยกเว้นที่ต้องห้าม) มันฝรั่ง กล้วยหอม ของหวาน ต้องกินแยม ผลไม้ตากแห้งต่าง ๆ ลูกพรุน ลูกเกด อินทผลัม ลูกเกาลัด ผลไม้กวน ผลมะกอก แตงต่าง ๆ ขนมปังที่ไม่มีนม รวมทั้งน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลมที่มีแอลกอฮอล์

อาหารต้องห้ามสำหรับลูกชายก็ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นมทุกชนิด อาหารทุกชนิดที่ทำจากนม (เนยแข็ง นมเปรี้ยว ฯลฯ) ขนมปังที่มีนมเป็นส่วนผสม ผักสลัด กะหล่ำปลีสดหรือดอกกะหล่ำ ผักกาดหอม ผักบุ้ง ลูกนัด โกโก้ ช็อกโกแลต และมัสตาร์ด

หากต้องการบุตรสาว ต้องกินอาหารที่มีโพแทสเซียมน้อย พวกแป้ง นม ไข่ ผักสีเขียวสดหรือแช่เย็น ผลไม้แห้งและเนยที่ไม่เค็ม ผลไม้สดทุกชนิด ยกเว้นสับปะรด ยิ่งกินเท่าไหร่โอกาสมีบุตรสาวยิ่งมากเท่านั้น และหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม ชา กาแฟ เนยเค็ม น้ำผลไม้สด เหล้าองุ่น
ในระหว่างกินอาหารเหล่านี้ต้องไม่กินยาอื่นใดแม้จะเป็นไข้หรือเป็นหวัด ที่สำคัญคือ จะต้องกินอาหารดังกล่าวข้างต้นอย่างน้อยสองเดือนครึ่ง ก่อนที่จะตั้งครรภ์จึงจะได้ผล โดยในระหว่างนี้ต้องคุมกำเนิดไว้ก่อน
การกินยาบางประเภท เช่น ยาโซเดียมไบคาบอเนต ในช่วงระยะเวลาที่ “ไข่” ตก เพื่อให้ภาวะในช่องคลอดเป็นด่าง ก็เชื่อว่าทำให้ได้บุตรชายเช่นกัน
 

วิธีการแยกเชื้ออสุจิเพศชายและเพศหญิงออกจากกัน มีหลายวิธีที่สำคัญคือ
1. ใช้หลักว่า ความเร็วในการว่ายของอสุจิ  X  และ  Y  ไม่เท่ากัน โดยให้นำน้ำอสุจิมาใส่ไว้ในส่วนบนของหลอดแก้วซึ่งมีสารอัลบูมินในความเข้มข้นระดับหนึ่ง แล้วปล่อยให้ “ตัวอสุจิ” ว่ายลงมาจากด้านบน พบว่าเมื่อนำเอาส่วนล่างที่มีอสุจิ  Y  ในความเข้มข้นที่สูง  มาฉีดให้ฝ่ายหญิงจะได้ผลสมตามความปรารถนาถึงร้อยละ 75-79  วิธีนี้ใช้เลือกบุตรชาย
2. ใช้หลักว่า อสุจิ X ตัวหนักกว่าอสุจิ Y โดยการนำเอาน้ำอสุจิมาปั่นให้ตกตะกอนผ่านสารที่มีความเข้มข้นสูงบางชนิด เป็นตัวกลางช่วยกรองตัวอสุจิ ผลคือ จะได้ “ตัวอสุจิ X” ในส่วนน้ำยาชั้นล่างได้ถึงร้อยละ 80 วิธีนี้ใช้เลือกบุตรเพศหญิง
การเลือกเพศโดยวิธีแยกตัวอสุจิเพศหญิงและชายออกจากกันนี้จะทำให้จำนวน “ตัวอสุจิ” ที่นำมาใช้งานน้อยลงไปอีก อาจเป็นสาเหตุหนึ่งให้โอกาสปฏิสนธิน้อยลงไปด้วย
 

การเลือกเพศภายหลังปฏิสนธิ
ทำได้โดยการหาโครโมโซม วิธีการคือ
หากอายุครรภ์น้อยประมาณ 6-10 สัปดาห์ ก็ใช้วิธีดูดเซลล์รกมาเลี้ยงโครโมโซม เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นประมาณ 14-16 สัปดาห์ ได้เปลี่ยนวิธีมาทำโดย เจาะเอาน้ำคร่ำมาเลี้ยงโครโมโซม หากว่าไม่ได้ทารกเพศตรงตามต้องการ ก็ทำแท้งออกมา วิธีการนี้ไม่เหมาะนักในดินแดนพุทธศาสนาอย่างประเทศไทย

คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นถือว่าโชคดีแล้ว โชคดีสำหรับคนที่เกิดมาและพ่อแม่บุพการี สำหรับบุพการีมีโชคดีคือ ได้ผู้สืบสกุล ช่วยดูแลยามแก่เฒ่า และทำให้ชีวิตคู่มีความหมายมากขึ้น สำหรับคนที่เกิดมามีโชคดีคือ ได้เกิดมาเป็นคนซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐที่สุดในโลก มีสมองคิดได้ มีดวงตาเห็นความเป็นไปในโลก มีแขนขาทำงานสู้ชีวิต มีจิตใจได้เรียนรู้ที่จะสร้างคุณความดี


การเลือกเพศ เป็นเพียงเพื่อความพอใจของบุพการีเท่านั้น จะได้ตามต้องการหรือไม่ก็ตาม อย่าไปทำลายหรือทอดทิ้ง “ลูก” ที่กำลังจะเกิดมาเลย ขึ้นชื่อว่า “ลูก” ย่อมน่ารักทุกคน หน้าที่ของพ่อแม่มีมากกว่าแต่มี “ลูก” ไว้เชยชมเท่านั้น


ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th